ดูแล้วบอกต่อ DARK TOWER – หนังที่สร้างช้าไปเกือบ 20 ปี

DARK TOWER คงจะจัดเป็นหนังที่ถูกทำขึ้นช้าไม่ถูกที่ไม่ถูกเวลาไปแทบ 20 ปีนอกเหนือจากนั้นจากข้อมูลที่ว่าจากนิยายเล่มครึ้มแทบ เล่มผลงานการเขียนของตีเฟ่น คิงถูกดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขเป็นภาพยนตร์ความยาวราว 90 นาที ก็เลยทำให้เนื้อหาในหนังสือดูเหมือนจะทุกอย่างถูกตัดทิ้งจนกระทั่งเหี้ยนเตียน สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังก็เลยแปลงเป็นความแบนราบ ไม่มีมิติ ไม่มีข้อมูลที่ทำให้ผู้ชมรู้จักดินแดนอย่างมิดเวิร์ล หรือจนกระทั่งกระบวนการทำความรู้ความเข้าใจจักรวาลของDARK TOWER

สิ่งที่ผู้ชมได้รับทราบจากหนังประเด็นนี้เป็นหนังประเดิมมาที่ภาพนิมิตในฝันของเจค (ทอม เทย์เลอร์) หนุ่มน้อยวัย 14 ปี ที่ชอบเห็นภาพความล่มสลายของหอสังเกตการณ์ เด็กโดนจับไปทรมาทรกรรม ดินแดนที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ที่เขาไม่รู้เรื่อง เขาชอบวาดรูปเก็ซจากสิ่งที่เขาได้มองเห็น จนถึงทำให้พ่อเลี้ยงอย่างลอน(นิโคลัส พอลลิ่ง) คิดว่าเขากำลังจะมีลักษณะของการป่วยทางจิตใจรวมทั้งมานะโน้วน้าวให้ลอรี (แคทเธอรีน วินนิคแม่แท้ๆของเขาส่งเจไปเข้ารับการบำบัดกับจิตแพทย์

แน่นอนว่าด้วยปรากฏการณ์ประหลาดที่อธิบายไม่ได้ รวมไปถึงการที่เจคมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเขากำลัง “โดนตามล่าจากบางสิ่ง” ทำให้เขาถูกล้อที่โรงเรียนและกลายเป็นเด็กมีปัญหา จนกระทั่งวันหนึ่งภาพในนิมิตก็เริ่มส่งผลกับชีวิตจริงของเขา เมื่อเขาค้นพบว่ามีบ้านร้างหลังหนึ่งในนิวยอร์คที่เป็นเหมือนประตูมิติที่ทำให้เขาสามารถเดินทางเข้าไปสู่มิดเวิร์ล

 

ในมิดเวิร์ลเจคได้พบกับโรแลนด์ เดสเซนหรืออัศวินปืนไว (ไอดริส เอลบ้า) เอลด์คนสุดท้ายของมิดเวิร์ลที่มีหน้าที่ในการปกป้องหอคอยทมิฬ ซึ่งมีอำนาจในการปกป้องจักรวาลไม่ให้พังทลาย หลังจากที่อัศวินปืนไวคนอื่นๆถูกสังหารแล้วจนหมด เขาต้องพาเจคหนีจากการตามล่าของวอลเตอร์ (แมทธิส แมคคอนนาเฮย์) ผู้มีอำนาจมืดในการปกครองมิดเวิร์ลและพยายามจะนำพาโลกนี้ไปสู่ยุคมืดด้วยการทำลายหอคอยทมิฬ และเขาคาดหวังที่จะได้เป็นใหญ่ในโลกแห่งความชั่วร้าย

น่าเสียดายที่ DARK TOWER ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากไปกว่าหนังแนวธรรมมะต่อสู้กับอธรรม ตัวร้ายที่มีแต่ความชั่วร้ายและหมายจะครองโลกที่ไม่มีเลเยอร์อื่นๆนอกไปจากความเป็นใหญ่ เช่นเดียวกันกับโรแลนด์ที่เราก็แทบจะไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงความเป็นมาเป็นไปของตัวละครนี้มากพอที่คนดูจะหลงรักตัวละคร หรืออยากเอาอกเอาใจช่วยเขายามที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรู ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ คลี่คลายไปง่ายๆ และจบลงแบบง่ายๆ

 

บางทีการที่หนังยาวเพียงแค่ 95 นาที อาจจะเป็นข้อดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็เป็นได้

 


ใส่ความเห็น